สิ่งที่ต้องเข้าใจ 3 ข้อที่เกี่ยวข้องกับ Time & Space

1. การเลือก

          การเลือกหมายความว่า ณ เวลาใดเวลาหนึ่งเราสามารถอยู่ได้ที่เดียว เราไม่สามารถอยู่ใน 2 ที่ในเวลาเดียวกันได้ ดังนั้นเราต้องเลือกจะอยู่ที่ใดที่หนึ่ง 

           ยกตัวอย่างเช่น มีทางเลือก 2 ทาง คือ A กับ B สมมุติว่าเราตัดสินในเลือก A  ดังนั้น เส้น B จะหายไป เสมือนว่าไม่มีอยู่ แต่ถ้าเส้นทาง A ที่เราเลือกนั้นไม่เป็นไปตามที่หวังไว้ สิ่งที่เรามักทำคือ เราจะกลับไปคิดถึง B แล้วก็มานั่งนึกเสียดาย คิดว่าถ้าเราเลือก B จะเป็นอย่างไร และโดยส่วนใหญ่ เรามักจะจินตนาการเส้นทางที่เราไม่ได้เลือกนั้น “ดีกว่าเสมอ” และเหตุนี้จะทำให้เลิกมองสิ่งที่อยู่ข้างหน้า เพราะมัวแต่ไปนึกเสียดาย และไปจินตนาการว่าถ้าเลือกอีกเส้นทางจะดีอย่างไร    

สิ่งที่เราควรทำจริงๆ คือ การทบทวนว่า ณ เวลานั้นที่เราต้องตัดสินใจ อะไรที่ทำให้เราตัดสินใจเลือกเส้นทางนี้ เราคิดอะไรอยู่ เพื่อจะได้นำมาปรับปรุง แก้ไข เมื่อเราต้องอยู่ในจุดที่ต้องตัดสินใจอีกครั้ง

2. การโฟกัส

          ตอนอายุน้อยๆ ให้เลือกความหลากหลาย ถ้าสามารถทดลองทำในสิ่งต่างๆให้ทดลองไปให้เยอะที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ มีอะไรที่เข้ามาเกี่ยวข้องในชีวิต เราคิดว่าถ้าเราสนใจจะทำมัน ให้กระโดดลงไปทำ แล้วก็เลือกทำให้เยอะที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะในเมื่อเวลาที่เราอายุมากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่เราต้องทำคือการโฟกัส เราต้องโฟกัสเลือกเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แล้วมันจะต้องโฟกัสเล็กลงไปเรื่อยๆ ความเฉียบคมก็จะมากขึ้นเรื่อยๆ

          ในเวลาที่เรามีเท่ากันคือ 24 ชั่วโมง ถ้าเราทำหลายๆเรื่องอย่างเช่น เราสนใจเรื่องดนตรี เราก็ไปหัดเล่นกีตาร์ แล้วเปลี่ยนไปตึกลอง ต่อด้วยเครื่องเป่า พอมีเพื่อนชวนไปเล่นกีฬา เราก็ไป ตอนนี้มันทำให้เวลาของเราก็ถูกแบ่งออกเป็น 4 ส่วน

          สิ่งที่เราต้องกลับมาถามตัวเองคือว่า เรามีความสุขกับมันไหม เราชอบมันไหม เราอยากจะพัฒนามันไหม ตรงนั้นแหล่ะคือสิ่งสำคัญ เมื่อเราเลือกได้ เราต้องโฟกัสอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะเมื่อเรามีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน โอกาสที่เราจะแข่งกับคนอื่นที่เขาทำเรื่องเดียว แล้วเค้าทำทั้งวันทั้งคืน โอกาสที่เขาจะเก่งก็ย่อมมีมากกว่าเรา

3.  สภาพแวดล้อม,ทีม

        ความสำเร็จมีน้ำหนักและขนาดของมัน อย่างเช่นว่า ถ้าเราเห็นเก้าอี้ 1 ตัว ผมก็จะประเมินแล้วว่าสามารถยกเองได้ แต่ถ้าต้องยกเก้าอี้ 3 ตัวติดกัน อันนี้ก็ต้องมองหาคนช่วย ยิ่งทั้งแผง ก็ต้องหาคนช่วยเพิ่มอีกจึงจะทำได้สำเร็จ ดังนั้นความสำเร็จจึงไม่ใช่แค่สิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า แต่มันมีปัจจัยอีกหลายๆอย่างที่เราต้องมองให้เห็น และที่สำคัญ เราต้องอยู่ในทีมที่ถูก เราต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยให้เราเจริญเติบโต มันไม่ใช่การที่เราจะเก่งได้เองด้วยตัวคนเดียว

เข็มทิศชีวิต

          ทุกคนมีเข็มทิศอยู่ในตัว แต่เราไม่เคยใช้ ไม่เคยรู้ว่ามันมีอยู่ในตัวเรา เข็มทิศทุกครั้งมันจะชี้ไปที่ลักษณะเฉพาะ ถ้าเราซื่อสัตย์กับตัวเอง เข้าใจตัวเอง แล้วเรามองกับตัวเองจริงๆ เราจะพบว่าเรามีความชอบ ความหลงใหลในเรื่องบางเรื่อง แต่มันอาจจะเล็กเกินไปจนไม่สามารถมองเห็นมัน หรือเห็นว่ามันสำคัญ มันก็เลยถูกซ่อนเก็บไว้ ถูกยัดกลายเป็นงานอดิเรก หรืออาจะเป็นความสนใจเฉพาะที่ลึกๆๆๆ ทำคนเดียว เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ซึ่งจริงๆมันเป็นเรื่องที่ใหญ่ที่สุดในชีวิต เพราะเราไม่จำเป็นต้องเก่งทุกเรื่อง แค่หาให้เจอว่าลักษณะเฉพาะของเรามันคืออะไร

การที่เรารู้ว่าลักษณะเฉพาะเราเป็นอะไร เราสนใจอะไร มันไม่ได้หมายความว่าเราจะเก่งเลย แต่มันชี้ทางให้เราว่า เราควรใช้เวลาส่วนใหญ่กับตรงนี้เถอะ

ให้เสียงของตัวเอง ดังกว่าเสียงรอบข้าง

          แม้เราจะค้นพบแล้วว่าเราอยากจะทำอะไร เราจะไปทิศทางไหน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เสียงรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน เป็นอะไรก็แล้วแต่ ส่วนใหญ่เราจะทนเสียงรอบข้าง ทนเสียงดูถูกไม่ได้ สุดท้ายก็ยอมแพ้เสียงตัวเอง แล้วก็ใช้ชีวิตในแบบที่คนอื่นต้องการ 
 
          แต่ผมไม่..  ก็เลยต้องหาวิธีว่า จะทำอย่างไรจะหลุดจากจากตรงนี้ให้ได้ ทำอย่างไรให้ผมรู้สึกว่ามาวัดกันอีก 20 ปีข้างหน้าให้ได้ ลืมเส้นระหว่างทางไปให้ได้ เสียงนินทารอบข้างอีก 20-30 ปี ทำยังไงให้มันหายไปให้ได้ อันนี้เป็นเรื่องสำคัญ ผมเลยหาวิธีแก้มัน โดยผมสร้างเรื่องเล่าซึ่งเป็นความเชื่ออันหนึ่ง ฝังหัวตัวเอง และดังกว่าทุกเสียงที่มันอยู่รอบตัว เพราะฉะนั้นเวลาที่ผมเดินไปข้างหน้า ผมจะไม่สนใจเสียงคนอื่นเลย มันคือความเชื่อ ความศรัทธา ที่จะนำพาเราก้าวไปข้างหน้า

ฝังเรื่องเล่าในหัว

          ผมตั้งสมมติว่า มีอยู่หมู่บ้านหมู่บ้านหนึ่งเล็กมากๆ มีงานเข่งขันเดินทางไกล ใครไปได้ไกลที่สุดเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จ ก็จะได้รางวัล
 
          พอเริ่มวันแรก คนที่คิดว่าเริ่มก่อนได้เปรียบ ก็ส่งลูกเดินออกไปก่อน พวกนี้เชื่อว่า ประสบความสำเร็จก่อน มันย่อมมีโอกาสประสบความสำเร็จไปเรื่อยๆ กลุ่มนี้พอเดินไปเรื่อยๆ พอไปถึงหลักกิโลที่หนึ่งก็มีเสียงตามสายประกาศว่า ลูกบ้านนี้ได้ที่หนึ่งแล้วนะ ทุกคนก็ดีใจ เหมือนได้ที่ 1 อนุบาล ได้ที่ 1 ป.1 แต่มันก็ไม่ได้การันตีว่าจะประสบความสำเร็จไปตลอด
 
          หลังจากนั้นผ่านไปอีกหนึ่งอาทิตย์ ก็กลุ่มที่สองออกมา กลุ่มที่สอง พ่อแม่เชื่อว่า แค่เดินจะไปได้ไม่ไกล มันต้องมีเครื่องทุ่นแรง ควรจะมีเกวียน มีอาหารสำรอง จะได้เดินไปได้ไกลขึ้น ก็เหมือนกับกลุ่มที่ส่งลูกไปเรียนต่างประเทศ ก็มีโอกาสมากกว่าที่จะชนะ อยู่ได้ยาวกว่า พอเดินผ่านไปตามทางก็อาจจะไปเจอกลุ่มแรกที่หมดแรง ท้อแท้ เลิกไป เมื่อผ่านไปเรื่อยๆ ก็จะอาจจะเห็นบางคนเลิกแข่ง และใช้ชีวิตอยู่ตรงนั้น ซึ่งมันก็ไม่ผิด มันอยู่ที่เราเลือก และเราเข้าใจตัวเราเองมากแค่ไหน
 
          กลุ่มที่สาม คือกลุ่มที่คิดว่าทำอย่างไรจะทำให้ไปได้ไกลที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เลยคิดทำเครื่องเดินทางที่มันดีกว่าเดินไปธรรมดา ดีกว่าใช้เกวียน และเดินทางได้ไกลกว่า  ซึ่งระหว่างสร้างเครื่องเดินทางนั้นแน่นอนเรารู้อยู่แล้วว่าเราจะต้องเจอเสียงหัวเราะ ดูถูก      
         

ถ้าเราเลือกทำอะไรสักอย่างและเชื่อว่ามันเป็นลักษณะเฉพาะของเรา ไม่ต้องไปกังวลเสียงข้างนอก เสียงข้างในสำคัญมากกว่านั้นเยอะ

คน 4 กลุ่ม

          กลุ่มที่หนึ่ง  คือ กลุ่มที่เดินทางก่อน เรามักมีความเชื่อว่าคนที่เริ่มก่อนย่อมได้เปรียบ จะประสบความสำเร็จเร็วกว่าใคร แต่อย่าไปอิจฉาคนที่ประสบความสำเร็จก่อนเรา เพราะมันไม่ใช่เครื่องการันตีว่าเค้าจะประสบความสำเร็จมากกว่าเรา
 
          กลุ่มที่สอง คือ กลุ่มที่ใช้เครื่องทุ่นแรงเป็น อย่างเช่นพวกที่เรียนจบนอก หรือเข้าไปอยู่ในบริษัทที่มีระบบ มีการเรียนรู้มีการทำงานที่ดี ก็เป็นเครื่องทุ่นแรงให้เค้าประสบความสำเร็จได้
 
          กลุ่มที่สาม คือ กลุ่มที่พยายามค้นหาอะไรบางอย่าง แต่โอกาสที่จะกลายเป็นคนบ้าก็มี ถ้าหากเราไม่ประสบความสำเร็จ เค้าก็จะหาว่าเราบ้า ปะติดปะต่อว่าเราบ้ายังไงได้เป็นฉากๆ
 
          กลุ่มที่สี่ คือ กลุ่มที่เป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุด ควรระวังที่สุด และอย่าไปสนใจ เพราะเค้าจะพูด แต่ไม่ไปไหนเลย เค้าก็จะพูด และนินทาเราไปเรื่อยๆ

ถ้าเราแยกคนออกเป็น 4 กลุ่มได้ เราจะเห็นชัดเจนว่าเราควรจะฟังใคร และไม่ควรจะฟังใคร

Contributor : คุณสุรชัย พุฒิกุลางกูร | ILLUSION

Events : งานนิทรรศการ แสดงศิลปนิพนธ์ THE FINISHER THESIS EXHIBITION สาขาวิชา มีเดียอาร์ต และ สาขาวิชามีเดียทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี พระจอมเกล้าธนบุรี

Place : หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

Date :  22 มิถุนายน 2562

BOUGHT TO YOU BY

ALTLogo-512x512

©2020 ALTOGETHER, ALL RIGHTS RESERVED.

CONTACT US

We're not around right now. But you can send us an email and we'll get back to you, asap.

Sending

Log in with your credentials

or    

Forgot your details?

Create Account